Tuesday, July 22, 2014

หมาขี้เรื้อนเปลี่ยนหัวใจคนใจดำ

หมาขี้เรื้อนเปลี่ยนหัวใจคนใจดำ

     เรื่องเล่า… มีอยู่ว่า พี่ชิต แกเป็นคนใจดำครับ ชอบยิงนกตกปลาไปเรื่อย แต่ที่หนัก ก็คงเป็นเนื้อหมา แกกินแหลกครับ แม่แกบอก มันบาปนะลูก พี่แก ก็ไม่เคยสนใจ คำเตือนของแม่เลย

     เมื่อราว 15 ปีก่อน มีเหตุการณ์ ที่ทำให้แกเปลี่ยนไป… ครั้งนั้น มีแม่หมาขี้เรื้อน ตัวหนึ่งครับ มันมักวิ่งไปหาของกิน แถวๆ บ้านแกบ่อย เพราะบ้านแกติดตลาด     ผมเคยถามพี่ชิต ที่กินหมา อยู่บ่อยๆ ว่า ทำไมไม่กินหมาขี้เรื้อน แกบอก “กินไม่ลงว่ะ"

     มีอยู่วันหนึ่ง เนื้อแห้งที่แกตากไว้ หายไป พอมองไป ก็เห็นแม่หมาขี้เรื้อนนั้น วิ่งคาบเนื้อตากแห้ง ของแกอยู่ ความแค้นใจ และการฆ่า ที่อยู่ในสันดาน

     พี่ชิตคว้าไม้ ที่ใช้ตีหมาได้ ก็วิ่งตามไป อย่างรวดเร็ว พอตามทัน แกก็ทุบไปทีเดียว หมาขี้เรื้อนนั่น ล้มลงชักทันที (แกบอกว่า หากตีตรงจุด แค่ไม้เล็กๆ ธรรมดา ก็ตายได้ นี่คือคน ตีหมาจนชำนาญ)

     พี่ชิตทิ้งซากหมา กองไว้อยู่ตรงนั้น โดยไม่ต้องเหลียวหน้าไปดูอีก เพราะตีมาเป็นร้อย ก็ไม่มีทางฟื้น และวันนี้ ด้วยความโมโห พี่ชิตจะกินหมาขี้เรื้อนตัวนี้ ที่ดันมากินเนื้อตากแห้ง และมาหยาม ถึงถิ่นของแก

     พี่ชิตเดินกลับไปที่บ้าน เพื่อเตรียมอุปกรณ์ ในการแล่เนื้อ พร้อมกับสั่งให้ผม เฝ้าซากหมาขี้เรื้อนตัวนี้เอาไว้ แต่ผมก็มัวแต่เก็บตะขบ จนลืมดู

     พอพี่ชิตมาถึง ก็โวยวายกับผมว่า ซากหมาหายไปไหน พร้อมกับวิ่งตาม รอยเลือด หมาขี้เรื้อนตัวนี้ พร้อมกับบ่นว่า... “ทำไมมันไม่ตายวะ”

     สักพักหนึ่ง แกก็ได้ยินเสียงหมาเห่า แกก็ตามเสียงไปทันที

     พอไปถึง ภาพที่เห็นคือ หมาขี้เรื้อน กำลังจะตาย มันมีลูก ที่ต้องเลี้ยง 5 ตัวครับ วัยกำลังกินนมอยู่

     บางตัวก็วิ่งไปคาบเนื้อ ที่แม่หมาขี้เรื้อน คาบไปฝาก (เห็นกับตา) แม่หมาขี้เรื้อนตัวนี้ มันตายแล้วฟื้น คงไม่ใช่ แต่ที่มัน ยังไม่ยอมตาย ก็เพราะจิตใจอันเข้มแข็ง ของมัน ที่ปลุกเร้าเยื่อใย ที่คงเหลือ อย่างเหนียวแน่นว่า… ต้องกลับไปให้ได้ เพื่อให้ลูกมันกินนมครับ

     การตีของพี่ชิตนั้น กระทบกระเทือน ถึงหัวสมองแตก เลือดสาดเป็นลิ่มๆ แต่มันก็ยัง ลากตัวมันเอง กระเสือกกระสน ล้มลุกคลุกคลาน เพื่อกลับมาหาลูกของมันจนได้

     และสิ่งที่เห็นคือ... การกระทำที่ยิ่งใหญ่ ของความเป็นแม่ ที่รักลูกมากเป็นที่สุด โดยไม่ห่วงตัวจะตาย นี่จิตใจอันยิ่งใหญ่ของแม่ ที่ไม่ว่าสัตว์ หรือคน ก็มีจิตใจเช่นนี้ แม้มันจะตาย ก็ขอให้ลูกพวกมัน ได้อิ่มซักมื้อ

     แม่หมาพยายาม อย่างดีที่สุดแล้วครับ ผมไม่อยากจะเชื่อ... นั่นคือ น้ำตา ของแม่หมาขี้เรื้อนตัวนั้น มันมองผมกับพี่ชิต เหมือนขอร้อง เป็นครั้งสุดท้าย ที่มันต้องการให้นมลูก ก่อนตาย

     สายตาของมันเศร้ามาก มันมองผมกับพี่ชิต อย่างวิงวอนทางสายตา ที่ขอร้องของมัน เพื่อขอให้มัน ได้ให้นมลูกของมัน เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะตาย

     พี่ชิต ไม้หล่นลงกับพื้น เดินเข้าไปดู แม่หมาขี้เรื้อนตัวนั้น ในยามนั้น... สิ่งที่แกเห็น ไม่ใช่หมาขี้เรื้อน แต่แกเห็นจิตใจ แห่งความเป็นแม่ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งทนเจ็บปางตาย เพื่อกลับไปหาลูกให้ได้

     ไม่พูดอะไร... ทุกอย่างจุกอยู่ที่ลำคอ... สายตาพี่ชิต ที่แข็งกร้าว กลับอ่อนโยนลง พร้อมกับมีลูกหมาตัวหนึ่ง วิ่งไปหาแก กระดิกหางให้ แกอุ้มลูกหมาขึ้น พร้อมมองไปที่ สายตา ของแม่หมาขี้เรื้อนนั้น อย่างสำนึกผิด และพูดคำว่า "ขอโทษ” พูดได้แค่นั้น แม่หมาก็สิ้นใจตาย อย่างตาหลับ

     ผมกับพี่ชิต ช่วยกันฝังแม่หมาตัวนี้... พร้อมๆ กับจิตสำนึก ที่เกิดใหม่ ของพี่ชิต ที่เปลี่ยนไป ราวกับคนละคน แกรับเลี้ยง ลูกหมานั้นไว้ ทั้ง 5 ตัว และตั้งแต่นั้น แกกลายเป็นคนใจดี ไม่ไล่ยิงนก ยิงหมา ยิงแมวอีก แกบอกว่า...

     "มันอาจจะมี ลูกรออยู่ก็ได้”

     วันเกิดของแม่ ปีที่แล้ว แกเอามะลิ ร้อยเป็นพวง ไปให้แม่ ทั้งๆ ที่ ไม่เคยทำมาก่อน พี่ชิตกราบแม่ พร้อมพูดกับแม่ว่า "แม่ครับ... ตอนผมอายุ 16 แม่สอนผม ยังไงนะ สอนอีกหน ได้ไหมครับ" แม่แกน้ำตาคลอ พูดไม่ออก

_____________________


Sunday, July 20, 2014

กตัญญู-แรงกตัญญูสยบเสือโคร่ง





แรงกตัญญูสยบเสือโคร่ง

          สมัยราชวงศ์จิ้น มีเด็กหญิงยอดกตัญญูคนหนึ่งชื่อหยางเซียง เธออายุ 14 ปี

    อยู่มาวันหนึ่งขณะที่เธอติดตามบิดาไปเกี่ยวข้าว ทันใดนั้น มีเสือโคร่งตัวหนึ่งพุ่งกระโจนออกมาตะครุบและคาบบิดาของเธอไปต่อหน้าต่อตา หยางเซียงไม่มีอาวุธใดๆ ในมือ แต่ด้วยแรงกตัญญูบวกกับความกล้าหาญ เธอจึงกระโดดขึ้นค่อมบนหลังเสือโคร่ง แล้วใช้มือทั้งสองบีบรัดคอเสือไว้แน่น ใช้กำปั้นจิกต่อยทุบตีไปที่หัวของเสือโคร่งอย่างไม่คิดชีวิต จนในที่สุดเสือโคร่งตัวนั้นก็ทานกำลังไม่ไหวจึงอ่อนแรงและยอมปล่อยพ่อของเธอลงและเผ่นหนีไป
    บิดาของหยางเซียงจึงรอดพ้นจากอันตรายเพราะแรงแห่งความกตัญญูกตเวทีที่บัลดาลพละกำลังอันมหา ศาลที่สามารถสยบพญาเสือโคร่งได้
……………………………………………….
เสาะหาหน่อไม้นอกฤดู

          สมัยสามก๊ก  เมิ่งจง กำพร้าบิดาตั้งแต่เด็ก อยู่กับมารดาผู้ชราและกำลังป่วยหนัก คุณหมอที่ให้การรักษาได้
ให้คำแนะนำว่า .ต้องหาหน่อไม้สดมาต้มเป็นแกงจืดเพื่อรักษาโรค”

    เมิ่งจงไม่รอช้าด้วยความกังวลใจจึงรีบไปเสาะหาหน่อไม้ในป่าไผ่ ประจวบกับขณะนั้นเข้าสู่ฤดูหนาวอากาศหนาวเย็นยะเยือก ไม่มีหน่อไม้ที่ไหนเกิดขึ้นเลย
    เมื่อจนปัญญาก็โผเข้ากอดกอไผ่ร่ำไห้อย่างน่าเวทนา ด้วยอานุภาพแห่งความกตัญญูของเขา ฟ้าดินจึงดลบันดาลให้หน่อไม้ผุดขึ้นเหนือพื้นมากมายอย่างน่าอัศจรรย์ เขาตื่นเต้นและดีใจ ทรุดกายลงคุกเข่ากราบขอบคุณฟ้าดิน แล้วรีบขุดเอาไปปรุงอาหารให้มารดา จากนั้นมาอาการป่วยของนางก็หายวันหายคืนจนเป็นปกติ
.......................................
ชิมอุจจาระบิดา

          สมัยราชวงศ์ฉี   เกิงเฉียนโหลว เข้าดำรงตำแหน่งนายอำเภอไม่ถึงสิบวัน จู่ๆ ก็รู้สึกใจสั่นเหงื่อไหลโทรมกายโดยไร้สาเหตุ นึกสังหรณ์ใจว่าทางบ้านคงเกิดเหตุอะไรขึ้น จึงลาราชการกลับบ้านเกิด เมื่อถึงบ้านก็พบว่าบิดาเพิ่งจะป่วยได้ 2 วัน หมอที่มารักษาบอกเขาว่า ถ้าอยากรู้อาการของโรคหนักหรือเบา เพียงแค่ชิมอุจจาระของคนไข้ก็จะทราบ หากอุจจาระมีรสขมก็รักษาไม่ยาก แต่ถ้ามีรสหวานก็หมดหนทางรักษา
    เฉียนโหลวมิรอช้าเอาอุจจาระของบิดาขึ้นชิมทันที ปรากฎว่ามีรสหวาน ทำให้เขาทุกข์ใจมาก
    พอตกค่ำเขาได้อธิษฐานต่อเทพเจ้าเบื้องบนว่า ตนไม่อาจทนเห็นบิดาต้องมารับความทุกข์ทรมานเช่นนี้ หากชีวิตทดแทนชีวิตกันได้จะขอตายแทนเพื่อตอบแทนพระคุณของบิดา ด้วยสำนึกแห่งความกตัญญูสะเทือนฟ้า ไม่ช้าบิดาก็หายเป็นปกติ
………………………………
ออกจากราชการตามหา

          สมัยราชวงศ์ซ้อง   จูโซ่วชาง เมื่อครั้งอายุเพียง 7 ขวบ มารดาของเขาเป็นภรรยารองของบิดา จึงมักถูกภรรยาหลวงที่ริษยากลั่นแกล้งเสมอ จนนางทนไม่ไหวจำต้องระเห็จตนเองออกไปแต่งงานอยู่กินกับชายอื่น นับแต่นั้นมาแม่ลูกต้องพรากจากกัน...
    50 ปีผ่านไป จูโซ่วชางเป็นขุนนางชั้นสูงแต่ในใจเขาหามีความสุขไม่ ระลึกถึงมารดา  ผู้ให้กำเนิดตนอยู่เสมอ จึงตัดสินใจลาออกจากราชการเพื่อติดตามเสาะหามารดา
    ก่อนออกเดินทางเขาบอกกับคนในบ้านว่า “เราไปในครั้งนี้ หากการตามหามารดาของเราไม่สำเร็จ เราขอสาบานว่าจะไม่กลับบ้านอีกจนชั่วชีวิต” จากนั้นก็ออกเดินทางเร่ร่อนไปตามชนบท หัวเมืองน้อยใหญ่เป็นเวลาเกือบปี จนในที่สุดก็ได้พบกับแม่บังเกิดเกล้าที่จากกันมานาน ขณะนั้นนางมีอายุ 70 กว่าปีแล้ว
……………………………………..
เทกระโถนด้วยตัวเอง

          สมัยราชวงศ์ซ้อง   หวงถิงเจียน เป็นขุนนางผู้ใหญ่  ที่มีความกตัญญูต่อผู้บังเกิดเกล้ายิ่ง แม้เขาจะมียศศักดิ์สูงส่งเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป แต่ก็ไม่เคยที่จะละเลยการปรนนิบัติดูแลตามหน้าที่ของลูกที่ดี โดยปฏิบัติตามโอวาทหรือคำสั่งของมารดาอย่างเคร่งครัด
    ทุกวันเขาจะเทล้างถังอุจจาระของมารดาด้วยตน เอง ไม่ยอมใช้บ่าวไพร่ เพราะยึดมั่นว่าเรื่องราวของพ่อแม่ลูกสมควรเป็นคนดูแลและลงมือกระทำ  ไม่ควรไปให้คนอื่นทำแทน     
    การปฏิบัติเช่นนี้แสดงถึงความเคารพและกตัญญที่มีต่อพ่อแม่ ดังนั้น แม้ว่าเขาจะเป็นถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็หาได้ละเลยหรือขาดตกบกพร่องในหน้าที่ของบุตรแม้แต่วันเดียว
……………………………….

กตัญญู-ตักน้ำไกลบ้าน






ตักน้ำไกลบ้าน

            สมัยราชวงศ์ฮั่น  เจียงซือ เป็นผู้กตัญญูต่อมารดาภรรยาชื่อนางผัง มีความกตัญญูต่อแม่สามียิ่งกว่าเจียงซือเสียอีก มารดาชอบดื่มน้ำจากแม่น้ำฉังเจียง นางไม่กลัวต่อความยากลำบาก พยายามไปหาบน้ำจากแม่น้ำซึ่งอยู่ไกล 67 ลี้  (33.5 กม.) มาให้แม่สามีดื่มทุกวัน มารดาชอบกินเนื้อปลา สองสามีภรรยาก็ไปหาปลามาปรุงอาหารให้มารดาทาน อีกทั้งเชิญเพื่อนบ้านมาร่วมทานเป็นเพื่อนเพื่อให้มารดานั้นเจริญอาหาร
    อยู่มาวันหนึ่ง ที่สวนหลังบ้านได้เกิดตาน้ำผุดขึ้นเป็นแอ่งน้ำพุอย่างน่าอัศจรรย์ มีรสเหมือนน้ำจากแม่น้ำฉังเจียงและมีปลาไนโผล่ขึ้นทุกวัน
    จากนั้นเป็นต้นมาทั้งสองสามีภรรยาก็ใช้น้ำและปลาจากแอ่งน้ำพุมาปรุงอาหารให้มารดาบริโภค ทำให้นางไม่ต้องเดินทางไปหาบน้ำและหาปลาไกลถึงฉังเจียงอีกต่อไป
...............................................
แม่จ๋า ! แม่ไม่ต้องกลัว

          หวังโผว เป็นปราชญ์ผู้มีความรู้ความสามารถ บิดาของเขาถูกฆ่าตาย เขาจึงต้องหลบซ่อนตัวและทำงานสอนหนังสือเลี้ยงชีพ หวังโผวมีความกตัญญูต่อมารดาของเขายิ่งนัก ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน ขณะที่มารดาของเขามีชีวิตอยู่นั้นเป็นคนกลัวเสียงฟ้าร้องมาก เวลาฟ้าร้องถ้าไม่มีผู้ใดอยู่ด้วย นางจะตกใจหวาดกลัวจนตัวสั่น หวังโผวจะรีบเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนอย่างใกล้ชิดจนกว่าฟ้าจะสงบ
    เมื่อมารดาสิ้นแล้วเขาได้นำศพไปฝังไว้ในป่า ทุกครั้งที่ฝนตกฟ้าร้อง เขาจะวิ่งไปที่หน้าหลุมฝังศพ หมอบลงกอดหลุมฝังศพแล้วพลอดพร่ำ “แม่จ๋า...ลูกอยู่ที่นี่แล้ว แม่ไม่ต้องกลัว”
    วันเดือนปีล่วงไป แม้เขาจะเฒ่าชราลงแล้ว เมื่อฝนตั้งเค้ามีท่าว่าจะเกิดเสียงฟ้าร้อง เขาจะถือไม้เท้ายันกาย เดินโซเซเข้าไปในป่ายังที่ฝังศพมารดา ตราบกระทั่งวันสุดท้ายแห่งชีวิต
...............................................
น้ำนมไม่สูญเปล่า

          สมัยราชวงศ์ถัง นางจั่งซุนฮูหยิน ชรามากแล้ว ฟันร่วงหลุดหมดปากไม่สามารถขบเคี้ยวอาหารได้ หมอแนะ นำให้ดื่มน้ำนมของคน ประจวบกับเวลานั้นนางทั่นฮูหยิน ผู้เป็นสะใภ้ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง เมื่อจำเป็นต้องกินน้ำนมเพื่อยังให้มีชีวิตอยู่ต่อ นางจึงสละน้ำนมของนางให้ ดื่มทุกวัน ก่อนให้น้ำนมแม่สามีนางจะอาบน้ำชำระร่างกายจนสะอาด แต่งตัวเรียบร้อยเข้าไปในห้องโถง แล้วป้อนน้ำ นมให้แม่สามีดื่ม
    นางปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำ แม่สามีก็มีกำลังวังชาแข็งแรงขึ้น อายุยืนอยู่ต่อไปได้อีกหลายปี
    อยู่มาวันหนึ่งนางเกิดล้มป่วยหนัก ได้เรียกลูกหลานทุกคนมาพร้อมหน้าแล้วกล่าวว่า “เมื่อข้าตายไปแล้ว ถ้าผู้ใดนึกถึงข้า หวังให้ปณิธานของข้าสมปรารถนา จงปรนนิบัติสะใภ้ของข้าอย่างน้อยก็ให้เท่ากับที่เขาปรนนิบัติข้าเถิด”
.............................................
จับปลาในบึงน้ำแข็ง

            สมัยราชวงศ์จิ้น   หวังเสียง กำพร้ามารดาแต่เด็ก นางจูแม่เลี้ยงเกลียดชังลูกเลี้ยงอย่างมาก มักจะหาเรื่องให้ร้ายหวังเสียงต่อหน้าบิดาเขาอยู่เสมอ จนบิดาหมดความเอ็นดูเขา แต่ถึงอย่างไรหวังเสียงยังคงกตัญญูต่อพ่อแม่ไม่เสื่อมคลาย
    ต่อมาผู้เป็นบิดาและแม่เลี้ยงเกิดล้มบ่อยลง แม่เลี้ยงชอบกินปลาที่สุด แต่ตอนนั้นเป็นฤดูหนาวหิมะตกหนัก น้ำในแม่น้ำจับตัวเป็นน้ำแข็ง ไม่อาจจะหาปลาได้
    ด้วยความสำนึกในกตัญญู หวังเสียงบันดาลความคิดอย่างหนึ่งขึ้นมาได้ จึงตรงไปที่บึงน้ำแข็งแล้วถอดเสื้อออก นอนนาบกายลงบนพื้นน้ำแข็งเพื่อให้น้ำแข็งละลาย ครู่ต่อมาน้ำแข็งก็แยกออกเป็นร่อง มีปลาไน 2 ตัวกระโดดขึ้นมา เขาดีใจมาก รีบนำปลากลับไปปรุงอาหารให้พ่อและแม่ เลี้ยงทาน
………………………………………
ล่อยุงให้พ่อหลับสบาย

            สมัยราชวงศ์จิ้น   อู๋เมิ่ง อายุเพียง 8 ขวบก็รู้จักกตัญญูต่อผู้บังเกิดเกล้า เนื่องจากชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากจนค่อนแค้น จึงไม่มีเงินซื้อมุ้ง ยุงก็มารุมกัดจนบิดาของเขาหงุดหงิดนอนไม่สบาย
    ในฤดูร้อนทั้งยุงและแมลงต่างชุกชุม ตอนกลางคืนอู๋เมิ่งจะนอนถอดเสื้อนั่งอยู่ข้างเตียงบิดา เพื่อล่อให้ยุงกัดโดยไม่ยอมปัดไล่ ปล่อยให้มันกัดกินเลือดของเขาจนอิ่ม เพื่อจะได้ไม่ไปกัดบิดา
    อู๋เมิ่งอายุเพียงแค่นี้ก็ยังรู้จักรักผู้บังเกิดเกล้าถึงปานนี้ นับว่าเป็นยอดแห่งลูกกตัญญูโดยแท้
……………………………………

กตํญญู-ขโมยส้มฝากแม่





ขโมยส้มฝากแม่

          สมัยราชวงศ์ฮั่น ลกเจ๊ก เด็กน้อยอายุเพียง 6 ขวบ ได้ไปเฝ้าคารวะอ้วนสุดเจ้าเมืองจิ่วเจียง ท่านจึงสั่งคนใช้ให้จัดส้มมาเลี้ยงแขกตามธรรมเนียม เมื่อลกเจ๊กได้ทานแล้ว  ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงมารดา จึงแอบหยิบส้มสองผลใส่ไว้ในแขนเสื้อ
    ครั้นถึงเวลากลับ ทำคารวะเพื่ออำลา บังเอิญส้ม ที่ซ่อนไว้หล่นลงมา อ้วนสุดเห็นแล้วก็พูดสัพยอกว่า “ลกเจ๊กเอ๋ย เจ้ามาเป็นแขก ไฉนจึงขโมยส้มของเรา ไม่กลัวคนเขาจะหัวเราะเยาะเอาหรอกหรือ” เด็กน้อยคุกเข่าแล้วกล่าวว่า “แม่ผมชอบทานส้มที่สุด จึงตั้งใจจะเอาไปฝาก เมื่อแม่ได้ทานก็นับว่าท่านได้เลี้ยงแขกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน”
    อ้วนสุดได้ฟังดังนั้นก็ชมเชยว่า เด็กอายุเพียงเท่านี้ยังรู้จักกตัญญูต่อมารดาหายากนัก จึงสั่งคนรับใช้ให้จัดส้มหนึ่งกระเช้าเดินตามไปส่งเด็กน้อยผู้ซึ่งมีความกตัญญูเป็นเลิศ
……………………………………………
ฝังลูกเพื่อแม่

          สมัยราชวงศ์ฮั่น  กัวจวี้ เป็นคนยากจน อยู่กับมารดาเพียงลำพัง บำรุงเลี้ยงมารดาและปรนนิบัติให้นางมีความสุข ต่อมามารดาได้ไปสู่ขอหญิงสาวให้มาเป็นภรรยาและให้กำเนิดบุตรชายอันเป็นที่รักของย่ายิ่งนัก เวลาทานอาหาร ย่าจะให้หลานทานส่วนของย่าจนอิ่มหนำ แล้วย่าจึงจะทานส่วนที่เหลือ นับวันเด็กยิ่งเจริญวัย อาหารที่หลานเคยทานเหลือบัดนี้ก็ไม่พอเสียแล้ว
    กัวจวี้เห็นแล้วเกิดความละอายใจ จึงบอกภรรยาว่าเราควรนำลูกไปฝังเสียเถิด แม่จะได้ทานอาหารอิ่มท้อง ลูกนั้นอาจมีใหม่ได้ แต่แม่ไม่อาจมีใหม่ได้อีก
    ขณะที่กัวจวี้ใช้จอบขุดดินลึกสามฟุตก็พบทองแท่งมีอักขระจารึกไว้ว่า “ฟ้าประทานแก่ลูกกตัญญู แม้ขุนนางชาวประชามิอาจแย่งชิง” สองสามีภรรยาจึงนำทองคำกลับบ้าน พวกเขาปรนนิบัติดูแลมารดาและลูกเป็นอย่างดี
………………………………………..
พัดที่นอนให้บิดา

          สมัยราชวงศ์ฮั่น  หวงเซียง เป็นชื่อของลูกกตัญญูคนหนึ่ง กำพร้าแม่ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เขาเฝ้าคิดถึงอาลัยผู้เป็นแม่ที่จากไปอยู่ทุกวันคืน หวงเซียงตั้งอกตั้งใจทำงานด้วยความขยันขันแข็ง คอยปรนนิบัติรับใช้บิดาอย่างดีที่สุดตามหน้าที่ของลูกที่ดี
    ในฤดูหนาว ก่อนที่บิดาจะเข้านอน เขาจะขึ้นไปนอนเกลือกกลิ้งบนที่นอน เพื่อให้ไออุ่นในร่างกายกลบความหนาวเย็นเสียก่อน... ในฤดูร้อน เขาจะใช้พัดโบกวีเพื่อไล่ความร้อนให้ที่นอนเย็นสบาย แล้วจึงเชิญบิดาขึ้นนอน เขาปฏิบัติเช่นนี้เรื่อยมาโดยไม่คิดเบื่อหน่าย
    กิตติศัพท์ความกตัญญูของเขาเลื่องลือไปไกลจนทราบถึงเจ้าเมือง ท่านจึงขอให้ทางราชสำนักประกาศยก ย่องเกียรติคุณในความกตัญญูกตเวทีของหวงเซียง จนเป็นที่ทราบกันตราบทุกวันนี้
………………………………..
เก็บผลหม่อนเลี้ยงมารดา

            สมัยราชวงศ์ฮั่น  ไช่ซุ่น กำพร้าพ่อแต่เด็ก เขาปรน นิบัติดูแลมารดาด้วยความกตัญญูยิ่ง ขณะนั้นบ้านเมืองเกิดสงครามข้าวยากหมากแพง เขาได้แต่ไปเก็บผลหม่อนให้มารดาประทังชีวิตไปก่อน เวลาที่ไช่ซุ่นไปเก็บผลหม่อนจะต้องนำตะกร้าไปสองใบเพื่อแยกลูกหม่อนสีดำกับสีแดง
    บังเอิญพวกโจรป่ามาพบเข้า หัวหน้าโจรเกิดความประหลาดใจจึงถามว่า “ทำไมต้องแยกลูกหม่อนสีแดงและสีดำเป็นสองตะกร้าด้วย” ไช่ซุ่นตอบว่า “ผลหม่อนสีดำมีรสหวานจะเอาไปให้มารดารับประทาน ส่วนสีแดงมีรสเปรี้ยวเราเอาไว้กินเอง”

    หัวหน้าโจรได้ฟังเกิดความชื่นชมในความกตัญญูของเขา แม้จะตกอยู่ท่ามกลางภาวะอับจนแต่ก็ยังธำรงกตัญญูในจิตใจ เขาจึงสั่งลูกน้องให้นำข้าวสารสามกระสอบกับเนื้อวัวหนึ่งขามามอบให้นำกลับไปเลี้ยงดูมารดา
…………………………………………….