แรงกตัญญูสยบเสือโคร่ง
สมัยราชวงศ์จิ้น
มีเด็กหญิงยอดกตัญญูคนหนึ่งชื่อหยางเซียง เธออายุ 14 ปี
อยู่มาวันหนึ่งขณะที่เธอติดตามบิดาไปเกี่ยวข้าว ทันใดนั้น
มีเสือโคร่งตัวหนึ่งพุ่งกระโจนออกมาตะครุบและคาบบิดาของเธอไปต่อหน้าต่อตา
หยางเซียงไม่มีอาวุธใดๆ ในมือ แต่ด้วยแรงกตัญญูบวกกับความกล้าหาญ
เธอจึงกระโดดขึ้นค่อมบนหลังเสือโคร่ง แล้วใช้มือทั้งสองบีบรัดคอเสือไว้แน่น
ใช้กำปั้นจิกต่อยทุบตีไปที่หัวของเสือโคร่งอย่างไม่คิดชีวิต จนในที่สุดเสือโคร่งตัวนั้นก็ทานกำลังไม่ไหวจึงอ่อนแรงและยอมปล่อยพ่อของเธอลงและเผ่นหนีไป
บิดาของหยางเซียงจึงรอดพ้นจากอันตรายเพราะแรงแห่งความกตัญญูกตเวทีที่บัลดาลพละกำลังอันมหา
ศาลที่สามารถสยบพญาเสือโคร่งได้
……………………………………………….
เสาะหาหน่อไม้นอกฤดู
สมัยสามก๊ก เมิ่งจง กำพร้าบิดาตั้งแต่เด็ก
อยู่กับมารดาผู้ชราและกำลังป่วยหนัก คุณหมอที่ให้การรักษาได้
ให้คำแนะนำว่า .ต้องหาหน่อไม้สดมาต้มเป็นแกงจืดเพื่อรักษาโรค”
เมิ่งจงไม่รอช้าด้วยความกังวลใจจึงรีบไปเสาะหาหน่อไม้ในป่าไผ่ ประจวบกับขณะนั้นเข้าสู่ฤดูหนาวอากาศหนาวเย็นยะเยือก
ไม่มีหน่อไม้ที่ไหนเกิดขึ้นเลย
เมื่อจนปัญญาก็โผเข้ากอดกอไผ่ร่ำไห้อย่างน่าเวทนา
ด้วยอานุภาพแห่งความกตัญญูของเขา
ฟ้าดินจึงดลบันดาลให้หน่อไม้ผุดขึ้นเหนือพื้นมากมายอย่างน่าอัศจรรย์
เขาตื่นเต้นและดีใจ ทรุดกายลงคุกเข่ากราบขอบคุณฟ้าดิน
แล้วรีบขุดเอาไปปรุงอาหารให้มารดา
จากนั้นมาอาการป่วยของนางก็หายวันหายคืนจนเป็นปกติ
.......................................
ชิมอุจจาระบิดา
สมัยราชวงศ์ฉี เกิงเฉียนโหลว
เข้าดำรงตำแหน่งนายอำเภอไม่ถึงสิบวัน จู่ๆ
ก็รู้สึกใจสั่นเหงื่อไหลโทรมกายโดยไร้สาเหตุ นึกสังหรณ์ใจว่าทางบ้านคงเกิดเหตุอะไรขึ้น
จึงลาราชการกลับบ้านเกิด เมื่อถึงบ้านก็พบว่าบิดาเพิ่งจะป่วยได้ 2 วัน หมอที่มารักษาบอกเขาว่า
ถ้าอยากรู้อาการของโรคหนักหรือเบา เพียงแค่ชิมอุจจาระของคนไข้ก็จะทราบ
หากอุจจาระมีรสขมก็รักษาไม่ยาก แต่ถ้ามีรสหวานก็หมดหนทางรักษา
เฉียนโหลวมิรอช้าเอาอุจจาระของบิดาขึ้นชิมทันที ปรากฎว่ามีรสหวาน
ทำให้เขาทุกข์ใจมาก
พอตกค่ำเขาได้อธิษฐานต่อเทพเจ้าเบื้องบนว่า
ตนไม่อาจทนเห็นบิดาต้องมารับความทุกข์ทรมานเช่นนี้
หากชีวิตทดแทนชีวิตกันได้จะขอตายแทนเพื่อตอบแทนพระคุณของบิดา
ด้วยสำนึกแห่งความกตัญญูสะเทือนฟ้า ไม่ช้าบิดาก็หายเป็นปกติ
………………………………
ออกจากราชการตามหา
สมัยราชวงศ์ซ้อง จูโซ่วชาง เมื่อครั้งอายุเพียง 7 ขวบ
มารดาของเขาเป็นภรรยารองของบิดา จึงมักถูกภรรยาหลวงที่ริษยากลั่นแกล้งเสมอ
จนนางทนไม่ไหวจำต้องระเห็จตนเองออกไปแต่งงานอยู่กินกับชายอื่น
นับแต่นั้นมาแม่ลูกต้องพรากจากกัน...
50 ปีผ่านไป
จูโซ่วชางเป็นขุนนางชั้นสูงแต่ในใจเขาหามีความสุขไม่ ระลึกถึงมารดา ผู้ให้กำเนิดตนอยู่เสมอ
จึงตัดสินใจลาออกจากราชการเพื่อติดตามเสาะหามารดา
ก่อนออกเดินทางเขาบอกกับคนในบ้านว่า “เราไปในครั้งนี้
หากการตามหามารดาของเราไม่สำเร็จ เราขอสาบานว่าจะไม่กลับบ้านอีกจนชั่วชีวิต” จากนั้นก็ออกเดินทางเร่ร่อนไปตามชนบท
หัวเมืองน้อยใหญ่เป็นเวลาเกือบปี
จนในที่สุดก็ได้พบกับแม่บังเกิดเกล้าที่จากกันมานาน ขณะนั้นนางมีอายุ 70 กว่าปีแล้ว
……………………………………..
เทกระโถนด้วยตัวเอง
สมัยราชวงศ์ซ้อง หวงถิงเจียน เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ที่มีความกตัญญูต่อผู้บังเกิดเกล้ายิ่ง
แม้เขาจะมียศศักดิ์สูงส่งเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป
แต่ก็ไม่เคยที่จะละเลยการปรนนิบัติดูแลตามหน้าที่ของลูกที่ดี โดยปฏิบัติตามโอวาทหรือคำสั่งของมารดาอย่างเคร่งครัด
ทุกวันเขาจะเทล้างถังอุจจาระของมารดาด้วยตน เอง ไม่ยอมใช้บ่าวไพร่
เพราะยึดมั่นว่าเรื่องราวของพ่อแม่ลูกสมควรเป็นคนดูแลและลงมือกระทำ ไม่ควรไปให้คนอื่นทำแทน
การปฏิบัติเช่นนี้แสดงถึงความเคารพและกตัญญที่มีต่อพ่อแม่ ดังนั้น
แม้ว่าเขาจะเป็นถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็หาได้ละเลยหรือขาดตกบกพร่องในหน้าที่ของบุตรแม้แต่วันเดียว
……………………………….

No comments:
Post a Comment