Sunday, July 20, 2014

กตัญญู-แรงกตัญญูสยบเสือโคร่ง





แรงกตัญญูสยบเสือโคร่ง

          สมัยราชวงศ์จิ้น มีเด็กหญิงยอดกตัญญูคนหนึ่งชื่อหยางเซียง เธออายุ 14 ปี

    อยู่มาวันหนึ่งขณะที่เธอติดตามบิดาไปเกี่ยวข้าว ทันใดนั้น มีเสือโคร่งตัวหนึ่งพุ่งกระโจนออกมาตะครุบและคาบบิดาของเธอไปต่อหน้าต่อตา หยางเซียงไม่มีอาวุธใดๆ ในมือ แต่ด้วยแรงกตัญญูบวกกับความกล้าหาญ เธอจึงกระโดดขึ้นค่อมบนหลังเสือโคร่ง แล้วใช้มือทั้งสองบีบรัดคอเสือไว้แน่น ใช้กำปั้นจิกต่อยทุบตีไปที่หัวของเสือโคร่งอย่างไม่คิดชีวิต จนในที่สุดเสือโคร่งตัวนั้นก็ทานกำลังไม่ไหวจึงอ่อนแรงและยอมปล่อยพ่อของเธอลงและเผ่นหนีไป
    บิดาของหยางเซียงจึงรอดพ้นจากอันตรายเพราะแรงแห่งความกตัญญูกตเวทีที่บัลดาลพละกำลังอันมหา ศาลที่สามารถสยบพญาเสือโคร่งได้
……………………………………………….
เสาะหาหน่อไม้นอกฤดู

          สมัยสามก๊ก  เมิ่งจง กำพร้าบิดาตั้งแต่เด็ก อยู่กับมารดาผู้ชราและกำลังป่วยหนัก คุณหมอที่ให้การรักษาได้
ให้คำแนะนำว่า .ต้องหาหน่อไม้สดมาต้มเป็นแกงจืดเพื่อรักษาโรค

    เมิ่งจงไม่รอช้าด้วยความกังวลใจจึงรีบไปเสาะหาหน่อไม้ในป่าไผ่ ประจวบกับขณะนั้นเข้าสู่ฤดูหนาวอากาศหนาวเย็นยะเยือก ไม่มีหน่อไม้ที่ไหนเกิดขึ้นเลย
    เมื่อจนปัญญาก็โผเข้ากอดกอไผ่ร่ำไห้อย่างน่าเวทนา ด้วยอานุภาพแห่งความกตัญญูของเขา ฟ้าดินจึงดลบันดาลให้หน่อไม้ผุดขึ้นเหนือพื้นมากมายอย่างน่าอัศจรรย์ เขาตื่นเต้นและดีใจ ทรุดกายลงคุกเข่ากราบขอบคุณฟ้าดิน แล้วรีบขุดเอาไปปรุงอาหารให้มารดา จากนั้นมาอาการป่วยของนางก็หายวันหายคืนจนเป็นปกติ
.......................................
ชิมอุจจาระบิดา

          สมัยราชวงศ์ฉี   เกิงเฉียนโหลว เข้าดำรงตำแหน่งนายอำเภอไม่ถึงสิบวัน จู่ๆ ก็รู้สึกใจสั่นเหงื่อไหลโทรมกายโดยไร้สาเหตุ นึกสังหรณ์ใจว่าทางบ้านคงเกิดเหตุอะไรขึ้น จึงลาราชการกลับบ้านเกิด เมื่อถึงบ้านก็พบว่าบิดาเพิ่งจะป่วยได้ 2 วัน หมอที่มารักษาบอกเขาว่า ถ้าอยากรู้อาการของโรคหนักหรือเบา เพียงแค่ชิมอุจจาระของคนไข้ก็จะทราบ หากอุจจาระมีรสขมก็รักษาไม่ยาก แต่ถ้ามีรสหวานก็หมดหนทางรักษา
    เฉียนโหลวมิรอช้าเอาอุจจาระของบิดาขึ้นชิมทันที ปรากฎว่ามีรสหวาน ทำให้เขาทุกข์ใจมาก
    พอตกค่ำเขาได้อธิษฐานต่อเทพเจ้าเบื้องบนว่า ตนไม่อาจทนเห็นบิดาต้องมารับความทุกข์ทรมานเช่นนี้ หากชีวิตทดแทนชีวิตกันได้จะขอตายแทนเพื่อตอบแทนพระคุณของบิดา ด้วยสำนึกแห่งความกตัญญูสะเทือนฟ้า ไม่ช้าบิดาก็หายเป็นปกติ
………………………………
ออกจากราชการตามหา

          สมัยราชวงศ์ซ้อง   จูโซ่วชาง เมื่อครั้งอายุเพียง 7 ขวบ มารดาของเขาเป็นภรรยารองของบิดา จึงมักถูกภรรยาหลวงที่ริษยากลั่นแกล้งเสมอ จนนางทนไม่ไหวจำต้องระเห็จตนเองออกไปแต่งงานอยู่กินกับชายอื่น นับแต่นั้นมาแม่ลูกต้องพรากจากกัน...
    50 ปีผ่านไป จูโซ่วชางเป็นขุนนางชั้นสูงแต่ในใจเขาหามีความสุขไม่ ระลึกถึงมารดา  ผู้ให้กำเนิดตนอยู่เสมอ จึงตัดสินใจลาออกจากราชการเพื่อติดตามเสาะหามารดา
    ก่อนออกเดินทางเขาบอกกับคนในบ้านว่า เราไปในครั้งนี้ หากการตามหามารดาของเราไม่สำเร็จ เราขอสาบานว่าจะไม่กลับบ้านอีกจนชั่วชีวิตจากนั้นก็ออกเดินทางเร่ร่อนไปตามชนบท หัวเมืองน้อยใหญ่เป็นเวลาเกือบปี จนในที่สุดก็ได้พบกับแม่บังเกิดเกล้าที่จากกันมานาน ขณะนั้นนางมีอายุ 70 กว่าปีแล้ว
……………………………………..
เทกระโถนด้วยตัวเอง

          สมัยราชวงศ์ซ้อง   หวงถิงเจียน เป็นขุนนางผู้ใหญ่  ที่มีความกตัญญูต่อผู้บังเกิดเกล้ายิ่ง แม้เขาจะมียศศักดิ์สูงส่งเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป แต่ก็ไม่เคยที่จะละเลยการปรนนิบัติดูแลตามหน้าที่ของลูกที่ดี โดยปฏิบัติตามโอวาทหรือคำสั่งของมารดาอย่างเคร่งครัด
    ทุกวันเขาจะเทล้างถังอุจจาระของมารดาด้วยตน เอง ไม่ยอมใช้บ่าวไพร่ เพราะยึดมั่นว่าเรื่องราวของพ่อแม่ลูกสมควรเป็นคนดูแลและลงมือกระทำ  ไม่ควรไปให้คนอื่นทำแทน     
    การปฏิบัติเช่นนี้แสดงถึงความเคารพและกตัญญที่มีต่อพ่อแม่ ดังนั้น แม้ว่าเขาจะเป็นถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็หาได้ละเลยหรือขาดตกบกพร่องในหน้าที่ของบุตรแม้แต่วันเดียว
……………………………….

No comments:

Post a Comment