กตัญญูสะเทือนฟ้า
คำว่า
"กตัญญู" เป็นรากฐานแท้แก่นเดิมที่ควรจะมีในจิตใจของมนุษย์ทุกคน
แต่น้อยคนที่จะขุดมันขึ้นมา
สำนึกมันขึ้นมา เมื่อพ่อแม่แก่ชราก็ปล่อยปละละเลยให้ใช้ ชีวิตอย่างลำพัง
อย่างอ้างว้างเดียวดาย ก็เรายังไม่แก่นี่ ! จะไปคิดถึงความแก่ทำไม
วัยรุ่นก็คิดแต่เพียงฉาบฉวย
ความสุขตรงหน้า ในเมื่อยังมีกำลังวังชา ตัวเองก็หยิ่งยโส อยู่ในสังคม
ไม่เคยช่วยผู้ที่อ่อนแอ
ผู้ที่รอคอยความอบอุ่นชีวิตในยามแก่เฒ่าของพ่อแม่สุดท้ายต้องการอะไร เงินทองหรือ
ในชีวิตขั้นสุดท้ายที่พ่อแม่ต้องการ ความสุขทางกายหรือ แล้วอะไรล่ะ ?...
อยู่กับท่านสักสองชั่วโมงก็รู้สึกรำคาญแล้ว
เหม็นสาบแล้ว รังเกียจแล้ว อย่างนี้หรือที่จะตอบแทนพ่อแม่
รู้ว่าท่านเป็นโรคร้ายก็ทำลายบั่นทอนสุขภาพจิตใจลงไป มีแต่หวังผลประโยชน์ มีแต่หวังผลความสุขสบาย
มีแต่หา ความสุขทางกายให้ตัวเองได้รับ มีแต่ความสำนึกเพียงผิว เผิน
หนึ่งในร้อยจะหาได้สักกี่คนที่กตัญญู...
มีวันไหนบ้างที่พ่อแม่ไม่รักเรา
แล้วมีนาทีไหนที่เรา รักพ่อแม่คิดถึงพ่อแม่ ถ้าหากไม่ลำบากอย่างที่สุด ถ้าหาก
ไม่ทุกข์ก็คงจะไม่วิ่งมาหาพ่อหาแม่ขอความช่วยเหลือ สร้าง
ความลำบากใจตั้งแต่เกิดจนถึงตาย หาความจริงใจไม่ได้ ใครล่ะจะเป็นผู้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นผู้กตัญญู
ที่กระทำออก มาให้เพื่อนเขาเห็น ทำเอาหน้า ที่ลอยหน้าลอยตาอยู่ใน สังคมอย่างสบาย อย่างเชิดชูหรูหรา
อย่างมีคุณค่า อย่างที่คนอื่นเขาเคารพยกย่อง แต่เบื้องหลังถามตัวเองว่ามีความ
กตัญญู มีคุณค่าพอที่จะให้คนอื่นเขายกมือไหว้หรือเปล่า จะสำนึกเปลี่ยนแปลงใจภายในของตัวเองหรือเปล่า..
ถ้าหากวันนี้เราเกิดมาจากพ่อแม่แต่ขาดซึ่งจิตกตัญญูก็เหมือนกับกาฝากดีดีนี่เอง
ที่สูบกินแต่ผลประโยชน์ ต้นไม้ที่โดนโคลนสูบนั้นก็เหลือแต่ซากรอวันตาย
ไม่เหลืออะไรเลย ถ้าหากไม่สำนึก ต้นไม้ไร้รากย่อมขาดชีวิต
ผู้ไร้กตัญญูก็ไม่ควรที่จะอยู่ในโลกนี้
สิ่งศักดิ์สิทธิ์พระองค์ใดบ้างที่ไม่มีความกตัญญูแล้วสำเร็จเป็นสิ่งศักดิ์ สิทธิ์
เพื่อนให้น้ำดื่มเพียงนิด กินเพียงหนึ่งมื้อ ยังรู้สึกสำนึกซาบซึ้งในบุญคุณของผู้อื่น
แต่ผู้หุงหาอาหารให้เรากินตลอดชีวิต เรากลับละเลยไม่รู้ซึ้งถึงบุญคุณ...
หากวันนี้เราผู้เป็นพ่อแม่เองจะต้องดำรงอยู่ในธรรม
ในครรลอง รู้จักนำพาบุตรหลานให้สู่หนทางที่ถูก รู้จักฟัง ธรรม รู้จักกตัญญู
โลกนี้จึงจะมีความหวัง ไม่ใช่ส่งเสริมให้ลูกเอาแต่แสวงหาทรัพย์ แสวงหาชื่อเสียง
ทรัพย์ชื่อเสียงแสวงหาเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ มันยังไม่สายถ้าจะเริ่มต้นในวันนี้
แต่มันจะสายเมื่อไม่รู้จักที่จะเริ่มต้น...
เราเลี้ยงดูเอาใจใส่ท่าน เราให้ความสบายอกสบายใจ
มีไหมมือของท่านที่จะวอนขอต่อลูก มีแต่จะให้และให้ ตลอดกาล ให้ตลอดไป ลูกๆ
ทั้งหลายที่แล้วมาไม่เคยเลย ที่จะเอาใจใส่ หรือแค่เพียงผิวเผินผ่านเลยไป จะสำนึก
อย่างจริงใจนั้นก็หาไม่ พลาดผิดไปแล้วก็ยังคงได้รับการ อภัยตลอดมา
ลูกเจ็บนิดเจ็บหน่อยพ่อแม่ก็รีบร้อนเอาใจใส่ แต่บัดนี้ดูซิมือไม้แห้งกร้าน
หน้าตาเหี่ยวย่น ผมเผ้าหงอกขาว ตาพร่ามัว...
วันนี้สองมือที่เคยให้ความอบอุ่น พรุ่งนี้ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว
ก็หวังจะให้ลูกผู้แข็งแรง เติบโตด้วยกันมาช่วยกันดูแลเอาใจใส่ท่านบ้าง
หวังจะได้พึ่งยามแก่ หวังยามตายให้ลูกได้ปิดตาให้ ไม่เคยหวังอะไรนอกไปจากนี้...
……………………………………………….
ชิมยาด้วยตัวเอง
สมัยราชวงศ์ฮั่น
ฮั่นเหวินตี้ ได้ขึ้นครองราชย์สืบ ต่อจากพระเจ้าฮั่นโกโจ
ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น พระ เจ้าเหวินตี้ เป็นผู้มีความกตัญญูเป็นเลิศ
ทุกเช้าค่ำพระองค์จะต้องเสด็จไปเยี่ยมถามทุกข์สุขของพระมารดา
ครั้งหนึ่งพระมารดาเกิดล้มป่วยลง พระเจ้าเหวินตี้กระวนกระวายพระทัยมาก
ทุกวันนอกจากการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว
พระองค์ไม่กล้าห่างกายพระมารดาแม้แต่ก้าวเดียว
นอกจากนี้โอสถที่พระมารดาเสวยทุกชาม
พระเจ้าเหวินตี้จะต้องลองชิมด้วยพระองค์เองก่อนทุกครั้งว่าจะร้อนไป ขมไป
หรือยาแรงไปหรือไม่ แล้วพระองค์จึงค่อยป้อนพระมารดา พระมารดาป่วยอยู่ 3 ปีจนในที่สุด ก็ค่อยๆ หายเป็นปกติ
………………………………………..
กัดนิ้วเรียกบุตร
สมัยราชวงศ์โจว เจิงเซิน เป็นศิษย์ในสำนักขงจื๊อ
คนทั่วไปเรียกว่า “เจิงจื่อ” ครอบครัวมีฐานะยากจน
เจิง จื่อเป็นผู้มีความกตัญญูอย่างแรงกล้า ปรนนิบัติผู้บังเกิด
เกล้าด้วยความเอาใจใส่และถนอมน้ำใจให้มีความสุข
วันหนึ่งขณะที่เขากำลังตัดฟืนอยู่ในป่า มีแขกคนหนึ่งมาเยือนที่บ้าน
เนื่องจากเจิงเซินไม่อยู่ อีกทั้งไม่มีเงินจะซื้ออาหารมาเลี้ยงรับรองแขกตามประเพณี
มารดาร้อนใจที่รอแล้วรอเล่าบุตรก็ยังไม่กลับมา ที่สุดนางเกิดความคิดขึ้นว่าสายเลือดของแม่กับลูกนั้นมีความสัมพันธ์ต่อกัน
จึงใช้ฟันกัดนิ้วของตนเองจนแตก
ในบัดดลนั้นเอง เจิงจื่อรู้สึกเสียวแปลบเข้าไปในหัวใจ
เขาสังหรณ์ใจว่าทางบ้านคงเกิดเหตุอะไรขึ้น จึงรีบแบกฟืนกลับบ้านทันที
………………….
แบกข้าว 100 ลี้
สมัยราชวงศ์โจว จื่อลู่ เป็นศิษย์คนหนึ่งในสำนักขงจื๊อ
ครอบครัวของเขายากจนมาก
ต้องไปเก็บผักป่ามากินประทังชีวิตเพื่อเลี้ยงดูผู้บังเกิดเกล้า
เขาต้องไปรับจ้างทำงานไกลบ้าน ครั้นได้เงินมาก็จะซื้อข้าวสาร
แล้วแบกกลับบ้านเป็นระยะทางไกลนับร้อยลี้เป็นประจำ
เมื่อบิดามารดาเสียชีวิตแล้ว จื่อลู่เดินทางลงใต้ไปรับราชการที่แคว้นฉู่จนได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่
แม้ว่าบัดนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาจะสมบูรณ์พูนสุข
แต่จิตใจเขาก็ยังคงรำลึกถึงบุพการีอยู่เสมอ เขามักจะรำพึงรำพันว่า...
“แม้ว่าบัดนี้เราจะมั่งมีศรีสุข
แต่เมื่อพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว การอยู่ดีกินดีจะมีความหมายอะไร ยังคิดอยากจะเหมือนเช่นแต่ก่อนที่กินผักป่าและแบกข้าวไกลร้อยลี้เพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่
เสียดายที่วันเวลาเหล่านี้ไม่อาจหวนกลับมาอีกแล้ว”
………………………………………



No comments:
Post a Comment