Sunday, July 20, 2014

กตัญญู-แม่เลี้ยงใจลำเอียง





แม่เลี้ยงใจลำเอียง

            สมัยราชวงศ์โจว  จื่อเชียน กำพร้ามารดาแต่เด็ก บิดามีภรรยาใหม่ มีบุตรด้วยกัน 2 คน แม่เลี้ยงเกลียดชังจื่อเชียนมาก มักหาเรื่องดุด่าเฆี่ยนตีอยู่เสมอ
    วันหนึ่งในฤดูหนาว บิดาใช้ให้จื่อเชียนเข็นรถม้าออกไปข้างนอกเพื่อจะไปธุระ ขณะที่จื่อเชียนกำลังเข็นรถม้า เชือกบังเหียนที่บังคับม้าหลุดจากมือ เมื่อบิดาตรวจดูเสื้อผ้าของจื่อเชียนจึงรู้ความจริงว่า เสื้อกันหนาวของบุตรบุุด้วยนุ่นเทียม
    ครั้นไปตรวจดูเสื้อผ้าของลูกอีกสองคน ปรากฎว่าภายในบุด้วยนุ่นอย่างดี จึงบันดาลโทสะคิดจะขับไล่นางออกจากบ้าน จื่อเชียนรีบคุกเข่าวิงวอน พ่ออย่าไล่แม่ไปนะครับ ถ้าแม่อยู่ผมหนาวคนเดียวเท่านั้น ถ้าแม่ไปเราสามคนต้องลำบากไร้คนดูแล
    นางได้ฟังคำของลูกเลี้ยงรู้สึกตื้นตันใจยิ่งนักและได้สำนึกผิด ตั้งแต่นั้นมานางก็รักเอ็นดู
จื่อเชียนเสมอบุตรของตน
………………………………………….
รีดนมกวางรักษาบุพการี

          สมัยราชวงศ์โจว  ถันจื่อ เป็นผู้มีความกตัญญูเป็นเลิศ บิดามารดาแก่ชรามากแล้ว ตาทั้งสองข้างมืดบอด ได้ยินมาว่าน้ำนมกวางสามารถรักษาได้ ถันจื่อจึงไปหาซื้อหนังกวางมาคลุมตัว แล้วเข้าไปในป่าลึกแฝงตัวอยู่ในฝูงกวางเพื่อรีดน้ำนมใส่กา
    ครั้งหนึ่งขณะที่เขากำลังนำน้ำนมกวางกลับบ้าน บังเอิญนายพรานมาพบเห็นเข้า คิดว่าเป็นกวางป่าหลงทางออกมา เขาเกือบจะถูกนายพรานยิงตายด้วยลูกธนู เพราะเข้าใจผิด
    เมื่อถันจื่อเล่าความจริงที่ต้องปลอมเป็น กวางให้นายพรานฟัง นายพรานก็ได้ชื่นชมและยกย่องในความกตัญญูของเขามาก เมื่อบิดามารดาได้ดื่มน้ำนมกวาง ตาที่มืดบอดมองไม่เห็นก็ค่อยๆ หายวันหายคืนจนเป็นปกติ
………………………………………
แสร้งทำตัวเป็นเด็ก

            สมัยราชวงศ์โจว เหล่าไหลจื่อ เป็นคนกตัญญูต่อผู้บังเกิดเกล้าอย่างยิ่ง ถึงแม้จะอายุ 70 แต่เขาก็ไม่เคยคิดว่าตนเองแก่ เขายังแข็งแรงและมีความสุขอยู่กับการดูแลปรนนิบัติพ่อแม่เพื่อให้ทั้งสองสุขกายสบายใจ ดังนั้นจึงเลือกสรรแต่อาหารดีๆ ที่ท่านชอบมาปรนนิบัติ
    ในยามที่ท่านเหงาก็สรรหาอุบายเพื่อให้พ่อแม่เกิดความร่าเริงบันเทิงเบิกบาน เขาจะสวมเสื้อผ้าสีฉูดฉาดออกมาเต้นแร้งเต้นกา ร้องๆ รำๆ บ้าง แสร้งทำตัวเป็นเด็กที่มีมุขให้พ่อแม่ตลกขบขันบ้าง หาอุบายทำเป็นเด็กน้อยเล่นหาบน้ำแสร้งลื่นหกล้มส่งเสียงร่ำไห้งอแง โผเข้ามาหาพ่อแม่ร้องออดอ้อนออเซาะเหมือนครั้งยังเด็ก
    เมื่อเห็นพ่อแม่สนุกสนานและหัวเราะชอบใจเขาเองก็มีความสุขเช่นกัน
………………………………….
ขายตัวฝังศพพ่อ

            ต๋งหย่ง อยู่ในสมัยราชวงศ์ฮั่น เขาสูญเสียมารดาไปตั้งแต่เล็กในขณะที่หนีภัยสงคราม ต่อมา บิดาของเขาก็เสียชีวิตลง ต๋งหย่งจึงต้องขายตัวไปเป็นทาสเพื่อแลกกับเงินค่าทำศพพ่อ
    เมื่อเสร็จจากงานศพก็เดินทางไปยังบ้านเศรษฐี ระหว่างทางเขาได้พบกับหญิงสาวนางหนึ่ง นางบอกว่านางไม่มีบ้านให้กลับ นางยินดีจะแต่งงานกับต๋งหย่ง ต๋งหย่งก็ตอบตกลง เมื่อทั้งสองคนเดินทางไปถึงบ้านเศรษฐี เศรษฐีบอกว่า พวกเจ้าจะต้องทอผ้าให้ได้สามร้อยพับ จึงจะเท่ากับจำนวนเงินที่เอาไป แล้วจึงกลับบ้านได้
    ทั้งสองช่วยกันทอผ้าโดยใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนก็ได้ผ้าครบตามจำนวน เมื่อปลดหนี้ได้หมดทั้งสองจึงเดินทางกลับบ้าน แต่เมื่อมาถึงต้นไฮ๋วที่พวกเขาพบกันครั้งแรก นางก็อำลาจากไป แท้จริงนางก็คือนางฟ้าจำแลงกายลงมาด้วยชื่นชมในความกตัญญูของต๋งหย่ง
………………………………….
สลักรูปพ่อแม่ขึ้นแท่นบูชา

            สมัยราชวงศ์ฮั่น ชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ ติงหลัน พ่อแม่ตายตั้งแต่เขายังเด็ก จึงไม่มีโอกาสปรนนิบัติเลี้ยงดูทดแทนพระคุณ เขาเฝ้าแต่ระลึกถึงพระคุณของท่านทุกวันคืน จึงใช้ไม้แกะสลักเป็นรูปบิดามารดา แล้วนำขึ้นแท่นบูชากราบไหว้และปรนนิบัติท่านทั้งสองเสมือนท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่  ในคราวที่ชีวิตต้องเผชิญกับปัญหาเขาก็จะมาคุกเข่าพูดคุยกับท่านทั้งสอง
    ทุกวันเขาจะจัดอาหารนำมาถวาย จะไปไหนมาไหนก็จะต้องรายงานบอกกล่าวเหมือนว่าท่านยังมีชีวิตอยู่นานวันเข้าภรรยาของเขาเริ่มแสดงอาการไม่พอใจและเบื่อ หน่ายซ้ำซาก จึงเอาเข็มแทงที่นิ้วมือของรูปแกะสลัก ทันใดนั้นก็มีเลือดไหลออกมา
    เมื่อติงหลันกลับมาเห็นมีน้ำตาไหลออกมาจากรูปแกะสลักจึงเกิดความสงสัย และแล้วเขาก็รู้ความจริง จึงตัดสินใจหย่าขาดจากภรรยา
……………………………………
แบกมารดาหนีภัย

          สมัยราชวงศ์ฮั่น เจียงเกอ เป็นลูกกตัญญูที่กำพร้าพ่อแต่เด็ก เขาอยู่กับมารดาผู้ชราเพียงลำพัง ขณะนั้นโจรก่อการร้ายชุกชุม เขาจึงแบกมารดาไว้บนหลังหนีภัยไปอยู่ที่อื่น ระหว่างทางโชคไม่ดีพบกับพวกโจร และคิดจะฆ่าเขา เจียงเกอได้อ้อนวอนหัวหน้าโจร ได้โปรดเถิดท่านผู้ใจบุญ ผมมีแม่ที่ต้องเลี้ยงดู ท่านแก่ชรามากแล้ว หากฆ่าผม แม่ผมก็จะไม่มีใครดูแลหัวหน้าโจรเห็นเขามีความกตัญญูเช่นนี้เกิดความซาบซึ้งใจ จึงปล่อยตัวไป
    เขาย้ายไปอยู่ในที่ห่างไกลผู้คน ด้วยความยากจนกระทั่งเสื้อและรองเท้าไม่มีสวมใส่ เงินทองที่พอหาได้เขาก็นำไปซื้อหาสิ่งของเพื่อปรนนิบัติมารดา...
    สมัยกษัตริย์หมิงตี้ เขาได้รับการยกย่องเป็นยอดกตัญญู สมัยกษัตริย์ จังตี้ เขาได้รับการยกย่องเป็นเมธีและได้รับการส่งเสริมให้ดำรงตำแหน่งขุนนางสำคัญ
……………………………………………..

No comments:

Post a Comment