แม่เลี้ยงใจลำเอียง
สมัยราชวงศ์โจว จื่อเชียน กำพร้ามารดาแต่เด็ก บิดามีภรรยาใหม่
มีบุตรด้วยกัน 2
คน แม่เลี้ยงเกลียดชังจื่อเชียนมาก มักหาเรื่องดุด่าเฆี่ยนตีอยู่เสมอ
วันหนึ่งในฤดูหนาว บิดาใช้ให้จื่อเชียนเข็นรถม้าออกไปข้างนอกเพื่อจะไปธุระ
ขณะที่จื่อเชียนกำลังเข็นรถม้า เชือกบังเหียนที่บังคับม้าหลุดจากมือ
เมื่อบิดาตรวจดูเสื้อผ้าของจื่อเชียนจึงรู้ความจริงว่า
เสื้อกันหนาวของบุตรบุุด้วยนุ่นเทียม
ครั้นไปตรวจดูเสื้อผ้าของลูกอีกสองคน ปรากฎว่าภายในบุด้วยนุ่นอย่างดี
จึงบันดาลโทสะคิดจะขับไล่นางออกจากบ้าน จื่อเชียนรีบคุกเข่าวิงวอน “พ่ออย่าไล่แม่ไปนะครับ
ถ้าแม่อยู่ผมหนาวคนเดียวเท่านั้น ถ้าแม่ไปเราสามคนต้องลำบากไร้คนดูแล”
นางได้ฟังคำของลูกเลี้ยงรู้สึกตื้นตันใจยิ่งนักและได้สำนึกผิด
ตั้งแต่นั้นมานางก็รักเอ็นดู
จื่อเชียนเสมอบุตรของตน
………………………………………….
รีดนมกวางรักษาบุพการี
สมัยราชวงศ์โจว ถันจื่อ เป็นผู้มีความกตัญญูเป็นเลิศ
บิดามารดาแก่ชรามากแล้ว ตาทั้งสองข้างมืดบอด ได้ยินมาว่าน้ำนมกวางสามารถรักษาได้
ถันจื่อจึงไปหาซื้อหนังกวางมาคลุมตัว
แล้วเข้าไปในป่าลึกแฝงตัวอยู่ในฝูงกวางเพื่อรีดน้ำนมใส่กา
ครั้งหนึ่งขณะที่เขากำลังนำน้ำนมกวางกลับบ้าน บังเอิญนายพรานมาพบเห็นเข้า
คิดว่าเป็นกวางป่าหลงทางออกมา เขาเกือบจะถูกนายพรานยิงตายด้วยลูกธนู
เพราะเข้าใจผิด
เมื่อถันจื่อเล่าความจริงที่ต้องปลอมเป็น กวางให้นายพรานฟัง
นายพรานก็ได้ชื่นชมและยกย่องในความกตัญญูของเขามาก เมื่อบิดามารดาได้ดื่มน้ำนมกวาง
ตาที่มืดบอดมองไม่เห็นก็ค่อยๆ หายวันหายคืนจนเป็นปกติ
………………………………………
แสร้งทำตัวเป็นเด็ก
สมัยราชวงศ์โจว
เหล่าไหลจื่อ เป็นคนกตัญญูต่อผู้บังเกิดเกล้าอย่างยิ่ง ถึงแม้จะอายุ 70
แต่เขาก็ไม่เคยคิดว่าตนเองแก่
เขายังแข็งแรงและมีความสุขอยู่กับการดูแลปรนนิบัติพ่อแม่เพื่อให้ทั้งสองสุขกายสบายใจ
ดังนั้นจึงเลือกสรรแต่อาหารดีๆ ที่ท่านชอบมาปรนนิบัติ
ในยามที่ท่านเหงาก็สรรหาอุบายเพื่อให้พ่อแม่เกิดความร่าเริงบันเทิงเบิกบาน
เขาจะสวมเสื้อผ้าสีฉูดฉาดออกมาเต้นแร้งเต้นกา ร้องๆ รำๆ บ้าง
แสร้งทำตัวเป็นเด็กที่มีมุขให้พ่อแม่ตลกขบขันบ้าง
หาอุบายทำเป็นเด็กน้อยเล่นหาบน้ำแสร้งลื่นหกล้มส่งเสียงร่ำไห้งอแง
โผเข้ามาหาพ่อแม่ร้องออดอ้อนออเซาะเหมือนครั้งยังเด็ก
เมื่อเห็นพ่อแม่สนุกสนานและหัวเราะชอบใจเขาเองก็มีความสุขเช่นกัน
………………………………….
ขายตัวฝังศพพ่อ
ต๋งหย่ง
อยู่ในสมัยราชวงศ์ฮั่น เขาสูญเสียมารดาไปตั้งแต่เล็กในขณะที่หนีภัยสงคราม ต่อมา
บิดาของเขาก็เสียชีวิตลง ต๋งหย่งจึงต้องขายตัวไปเป็นทาสเพื่อแลกกับเงินค่าทำศพพ่อ
เมื่อเสร็จจากงานศพก็เดินทางไปยังบ้านเศรษฐี
ระหว่างทางเขาได้พบกับหญิงสาวนางหนึ่ง นางบอกว่านางไม่มีบ้านให้กลับ
นางยินดีจะแต่งงานกับต๋งหย่ง ต๋งหย่งก็ตอบตกลง
เมื่อทั้งสองคนเดินทางไปถึงบ้านเศรษฐี เศรษฐีบอกว่า “พวกเจ้าจะต้องทอผ้าให้ได้สามร้อยพับ
จึงจะเท่ากับจำนวนเงินที่เอาไป แล้วจึงกลับบ้านได้”
ทั้งสองช่วยกันทอผ้าโดยใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนก็ได้ผ้าครบตามจำนวน
เมื่อปลดหนี้ได้หมดทั้งสองจึงเดินทางกลับบ้าน
แต่เมื่อมาถึงต้นไฮ๋วที่พวกเขาพบกันครั้งแรก นางก็อำลาจากไป
แท้จริงนางก็คือนางฟ้าจำแลงกายลงมาด้วยชื่นชมในความกตัญญูของต๋งหย่ง
………………………………….
สลักรูปพ่อแม่ขึ้นแท่นบูชา
สมัยราชวงศ์ฮั่น
ชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ ติงหลัน พ่อแม่ตายตั้งแต่เขายังเด็ก
จึงไม่มีโอกาสปรนนิบัติเลี้ยงดูทดแทนพระคุณ
เขาเฝ้าแต่ระลึกถึงพระคุณของท่านทุกวันคืน จึงใช้ไม้แกะสลักเป็นรูปบิดามารดา แล้วนำขึ้นแท่นบูชากราบไหว้และปรนนิบัติท่านทั้งสองเสมือนท่านทั้งสองยังมีชีวิตอยู่
ในคราวที่ชีวิตต้องเผชิญกับปัญหาเขาก็จะมาคุกเข่าพูดคุยกับท่านทั้งสอง
ทุกวันเขาจะจัดอาหารนำมาถวาย
จะไปไหนมาไหนก็จะต้องรายงานบอกกล่าวเหมือนว่าท่านยังมีชีวิตอยู่นานวันเข้าภรรยาของเขาเริ่มแสดงอาการไม่พอใจและเบื่อ
หน่ายซ้ำซาก จึงเอาเข็มแทงที่นิ้วมือของรูปแกะสลัก ทันใดนั้นก็มีเลือดไหลออกมา
เมื่อติงหลันกลับมาเห็นมีน้ำตาไหลออกมาจากรูปแกะสลักจึงเกิดความสงสัย
และแล้วเขาก็รู้ความจริง จึงตัดสินใจหย่าขาดจากภรรยา
……………………………………
แบกมารดาหนีภัย
สมัยราชวงศ์ฮั่น
เจียงเกอ เป็นลูกกตัญญูที่กำพร้าพ่อแต่เด็ก เขาอยู่กับมารดาผู้ชราเพียงลำพัง
ขณะนั้นโจรก่อการร้ายชุกชุม เขาจึงแบกมารดาไว้บนหลังหนีภัยไปอยู่ที่อื่น
ระหว่างทางโชคไม่ดีพบกับพวกโจร และคิดจะฆ่าเขา เจียงเกอได้อ้อนวอนหัวหน้าโจร “ได้โปรดเถิดท่านผู้ใจบุญ
ผมมีแม่ที่ต้องเลี้ยงดู ท่านแก่ชรามากแล้ว หากฆ่าผม แม่ผมก็จะไม่มีใครดูแล”
หัวหน้าโจรเห็นเขามีความกตัญญูเช่นนี้เกิดความซาบซึ้งใจ
จึงปล่อยตัวไป
เขาย้ายไปอยู่ในที่ห่างไกลผู้คน
ด้วยความยากจนกระทั่งเสื้อและรองเท้าไม่มีสวมใส่ เงินทองที่พอหาได้เขาก็นำไปซื้อหาสิ่งของเพื่อปรนนิบัติมารดา...
สมัยกษัตริย์หมิงตี้ เขาได้รับการยกย่องเป็นยอดกตัญญู สมัยกษัตริย์ จังตี้
เขาได้รับการยกย่องเป็นเมธีและได้รับการส่งเสริมให้ดำรงตำแหน่งขุนนางสำคัญ
……………………………………………..

No comments:
Post a Comment